Skip to main content
ข่าวสาร

กฎกระทรวงฉบับที่ 402 ออกแล้ว: หักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ผ่าน e-Withholding Tax ใช้ถึงสิ้นปี 2570

อัตราหัก ณ ที่จ่าย 1% ผ่าน e-Withholding Tax ใช้กับรายการใด พร้อมขั้นตอนจากรายการเจ้าหนี้ใน ERP ถึงธนาคาร ใบเสร็จกรมสรรพากร และการกระทบยอด ขอบเขตงานอัตโนมัติและสิ่งที่ต้องประเมินก่อนเชื่อมระบบ

e-Withholding Taxภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรมสรรพากรe-TaxERPบัญชีและภาษีThai Digital Policy

สมมติว่าบริษัทของคุณจ่ายค่าบริการให้ผู้รับเหมา โดยมีฐานค่าบริการเดือนละ 100,000 บาท ไม่รวม VAT ถ้ามี ถ้าอัตราหัก ณ ที่จ่ายปกติของรายการนั้นคือ 3% คุณหักไว้ 3,000 บาท ออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ แล้วยื่นแบบนำส่งเอง แต่ถ้าจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ของธนาคาร ยอดหักเหลือ 1,000 บาท สำหรับรายการที่เข้าเงื่อนไข ธนาคารช่วยนำส่งภาษีและลดงานยื่นแบบกับออกหนังสือรับรองของผู้จ่าย แต่บริษัทยังต้องตรวจข้อมูล อนุมัติจ่าย กระทบยอด และเก็บหลักฐาน

อัตรา 1% นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด แต่ช่วงปี 2569 ถึง 2570 มีกฎกระทรวงฉบับที่ 402 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569

ก่อนคุยขอบเขต ลองเช็กความพร้อมงาน e-Withholding Tax 6 ข้อ เพื่อจัดรายการที่ทีมต้องเตรียม รับผลได้ทันทีโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลติดต่อ

เกิดอะไรขึ้น

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปอีก 2 ปี กรมสรรพากรแถลงในวันเดียวกันว่ามาตรการหนึ่งคือการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เป็น 5% 3% และ 2% ให้เหลือ 1% สำหรับการจ่ายเงินได้ผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาประกาศกฎกระทรวงฉบับที่ 402 (พ.ศ. 2569) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามเมื่อ 1 ตุลาคม 2569 กฎกระทรวงนี้แทนที่ข้อ (17/5) ในกฎกระทรวงฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ที่เคยแก้ไขโดยฉบับที่ 389 (พ.ศ. 2566) สาระคือ

  • เงินได้ประเภทที่ระบุและเข้าเงื่อนไข ซึ่งจ่ายตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
  • เงื่อนไขคือผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีตามวิธีที่กำหนดในมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นการนำส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • หมายเหตุท้ายกฎกระทรวงระบุเหตุผลว่าเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำส่งภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ครอบคลุมรายการไหนบ้าง

กฎกระทรวงแยกไว้เจ็ดกลุ่ม สรุปแบบภาษาธุรกิจได้ดังนี้

  1. ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า และเงินได้ตามมาตรา 40(2) ที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  2. ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40(3) ที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  3. ค่าเช่าทรัพย์สินตามมาตรา 40(5)(ก) ยกเว้นค่าเช่าเรือที่ใช้ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
  4. ค่าวิชาชีพอิสระและค่ารับเหมาตามมาตรา 40(6) และ (7)
  5. รางวัลจากการประกวด การแข่งขัน หรือการชิงโชค
  6. ค่าแสดงของนักแสดงสาธารณะที่เป็นบุคคลธรรมดาและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย
  7. ค่าจ้างทำของ รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์จากการส่งเสริมการขาย ค่าโฆษณา และค่าบริการอื่น ยกเว้นค่าบริการโรงแรม ค่าบริการภัตตาคาร และเบี้ยประกันชีวิต

หลายกลุ่มยกเว้นการจ่ายให้มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการมีรายได้ และมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47(7)(ข) ด้วย ก่อนเปลี่ยนอัตราในระบบ ควรให้ผู้ทำบัญชีอ่านรายละเอียดของแต่ละข้อในตัวกฎกระทรวงประกอบ

ทำไมเรื่องนี้กระทบฝ่ายบัญชีและระบบ ERP

ผลแรกคือกระแสเงินสดของคู่ค้า เงินที่ถูกหักไว้ลดลงสองในสามสำหรับรายการที่เดิมหัก 3% ผู้รับเงินจึงได้รับเงินสุทธิในวันจ่ายมากขึ้น แต่ภาษีที่ถูกหักน้อยลงไม่ใช่ส่วนลดภาษีเงินได้สุดท้ายของผู้รับโดยอัตโนมัติ

ผลที่สองคืองานเอกสาร ธนาคารที่ให้บริการ e-Withholding Tax เช่น SCB ระบุว่าธนาคารนำส่งภาษีแทนผู้ประกอบการ ผู้จ่ายไม่ต้องยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายและไม่ต้องออกหนังสือรับรองสำหรับรายการที่จ่ายผ่านระบบ และส่งรายงานสรุปให้บริษัทเป็นรายเดือน ตามรายละเอียดบริการของ SCB บริษัทควรยืนยันช่องทางและรายงานกับธนาคารที่ใช้จริง ภาระยื่นแบบสำหรับรายการอื่นยังต้องพิจารณาแยกกัน

ผลที่สามอยู่ในระบบบัญชีเอง บริษัทที่จ่ายเงินสองช่องทาง คือโอนปกติกับจ่ายผ่าน e-Withholding Tax จะมีค่าบริการแบบเดียวกันแต่อัตราหักต่างกัน ถ้าระบบ ERP ผูกอัตราไว้กับประเภทค่าใช้จ่ายอย่างเดียว ไม่ได้ดูช่องทางการจ่าย ตัวเลขในบัญชีกับยอดที่ธนาคารนำส่งจะไม่ตรงกัน

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือกฎกระทรวงประกาศในเดือนตุลาคม แต่ช่วงเวลาเริ่มนับตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 402 ถ้าบริษัทของคุณจ่ายผ่าน e-Withholding Tax มาตั้งแต่ต้นปี ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจว่ารายการที่ผ่านมาหักไว้ในอัตราใด และสอบถามกรมสรรพากรหรือธนาคารหากมีส่วนต่าง

ตัวอย่างหนึ่งรายการ ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้จนปิดบัญชี

สมมติว่าบริษัทซื้อบริการ 100,000 บาท โดยรายการและผู้รับเงินเข้าเงื่อนไขอัตรา 1% ตัวอย่างนี้ใช้เฉพาะฐานภาษีหัก ณ ที่จ่าย ยังไม่รวม VAT และเงื่อนไขเฉพาะของสัญญา ฝ่ายบัญชีจะบันทึกภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1,000 บาท และยอดจ่ายสุทธิจากฐานนี้ 99,000 บาท การทำงานให้จบต้องเชื่อมข้อมูลต่อกันดังนี้

  1. รับใบแจ้งหนี้และตั้งเจ้าหนี้ในระบบบัญชี ตรวจประเภทเงินได้ ฐานภาษี วันที่จ่าย และข้อมูลผู้รับเงินให้ตรงเอกสาร โดยเฉพาะเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและบัญชีรับเงิน ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 20 ระบุข้อมูลที่ต้องส่ง เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่ายและผู้รับ ประเภทเงินได้ จำนวนเงิน VAT ถ้ามี และภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  2. ผู้มีอำนาจอนุมัติรายการและเลือกช่องทาง e-Withholding Tax ที่บริษัทสมัครไว้กับธนาคาร การโอนเงินทั่วไปไม่ทำให้รายการกลายเป็น e-Withholding Tax เพียงเพราะเลือกอัตรา 1% ใน ERP
  3. เตรียมข้อมูลจ่ายผ่านช่องทางที่ธนาคารรองรับ แล้วตรวจผลตอบกลับว่าเงินจ่ายและข้อมูลภาษีผ่านหรือมีรายการถูกปฏิเสธ อย่าบันทึกว่าสำเร็จจากการส่งไฟล์เพียงอย่างเดียว
  4. ติดตามหลักฐานการนำส่งและใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร กฎกระทรวงฉบับที่ 364 ข้อ 7 กำหนดให้การชำระภาษีเสร็จสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จากกรมสรรพากร จึงต้องแยกสถานะโอนเงินสำเร็จออกจากสถานะชำระภาษีเสร็จสมบูรณ์
  5. กระทบยอดใบแจ้งหนี้ ยอดจ่าย รายงานธนาคาร ภาษี และบัญชีแยกประเภท เก็บเอกสารอ้างอิงให้ค้นย้อนกลับได้ หากยอดไม่ตรงให้มีผู้รับผิดชอบตรวจและแก้ตามขั้นตอนก่อนปิดรายการ

ฝั่งผู้จ่ายได้ประโยชน์จากการลดงานยื่นแบบและออกหนังสือรับรองสำหรับรายการที่ผ่านระบบ ฝั่งผู้รับเงินมีเงินสุทธิรับเพิ่มในรายการที่ได้ลดอัตรา และตรวจข้อมูลภาษีผ่านบริการของกรมสรรพากรได้ ส่วนผู้ทำบัญชีจะลดการคีย์ซ้ำได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลจากระบบบัญชีและธนาคารเชื่อมต่อกันได้จริงแค่ไหน

ระบบช่วยทำอะไรอัตโนมัติ และใครยังต้องตัดสินใจ

งานที่เหมาะให้ระบบช่วยคือดึงข้อมูลจากรายการเจ้าหนี้ ตรวจช่องข้อมูลที่จำเป็น คำนวณจากอัตราที่อนุมัติไว้ เตรียมชุดข้อมูลจ่าย นำเข้าผลตอบกลับ และจับคู่รายการเพื่อให้ทีมเห็นยอดที่ไม่ตรง การทำงานเหล่านี้ต้องกำหนดขอบเขตและทดสอบกับระบบที่บริษัทใช้ก่อน จึงจะระบุได้ว่าส่วนใดทำได้อัตโนมัติ

การวินิจฉัยประเภทเงินได้ สิทธิใช้อัตรา 1% ข้อยกเว้น การอนุมัติจ่าย และการจัดการรายการผิดปกติยังต้องมีเจ้าของงานด้านบัญชีหรือภาษี เช่น ใบแจ้งหนี้เดียวมีหลายประเภทเงินได้ จ่ายบางส่วน ยกเลิกหลังส่งรายการ หรือข้อมูลผู้รับเงินผิด ไม่ควรให้ระบบเดาแล้วปิดรายการเอง

เป้าหมายที่ควรใช้ตรวจรับงานคือรู้ว่าแต่ละรายการอยู่ขั้นตอนไหน ต้องให้ใครแก้ และมีหลักฐานใดรองรับการปิดบัญชี ความเร็วจากการส่งรายการอย่างเดียวไม่พอหากยังต้องไล่หาผลการนำส่งตอนสิ้นเดือน

เชื่อมกับ Odoo หรือระบบบัญชีเดิมยากแค่ไหน

ถ้ามีข้อมูลคู่ค้าที่ถูกต้องและสอดคล้องกัน ใช้บริการ e-Withholding Tax ของธนาคารอยู่แล้ว และระบบบัญชีกับธนาคารมีไฟล์ส่งออกหรือนำเข้าที่ใช้งานได้ งานอาจเริ่มจากการตรวจช่องว่าง ปรับขั้นตอน และทดสอบรายการตัวอย่าง โดยใช้ ERP เดิมต่อได้หากรองรับงานที่ตกลงกัน

งานจะซับซ้อนขึ้นเมื่อข้อมูลคู่ค้าไม่ตรงกัน ใช้หลายธนาคารหรือหลายช่องทางจ่าย รูปแบบรายงานต่างกัน มีรายการย้อนหลังต้องย้าย หรือมีกติกาจ่ายบางส่วนและยกเลิกรายการจำนวนมาก กรณีเหล่านี้ต้องสำรวจข้อมูลและทดสอบข้อยกเว้นก่อนประเมินเวลาและงบประมาณ

สำหรับ Odoo ให้เริ่มตรวจตั้งแต่ข้อมูลคู่ค้า รายการเจ้าหนี้ในโมดูล Accounting การอนุมัติจ่าย และการกระทบยอดธนาคาร สำหรับระบบอื่นก็ต้องตรวจจุดเดียวกัน การมีระบบ ERP หรือมี API ไม่ได้ยืนยันว่าเชื่อมกับบริการของธนาคารที่เลือกได้ทันที ต้องตรวจบริการที่สมัคร สิทธิใช้งาน รูปแบบข้อมูล และวิธีรับผลจริงกับธนาคารก่อน

สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเริ่มงานกับ Enersys

งานที่เสนอให้ประเมินกับ Enersys คือเชื่อมรายการเจ้าหนี้และข้อมูลคู่ค้าใน ERP กับช่องทาง e-Withholding Tax ของธนาคาร แล้วนำผลจากธนาคารและหลักฐานใบเสร็จกรมสรรพากรมาประกอบการลงบัญชีและกระทบยอด ขอบเขตเริ่มต้นอาจเลือกบริษัทและธนาคารหนึ่งแห่ง พร้อมกลุ่มรายการจ่ายที่เกิดซ้ำ

เริ่มคุยกันได้โดยบอกว่าบริษัทใช้ระบบบัญชีอะไร ธนาคารใด และงานส่วนไหนที่ต้องทำซ้ำ ยังไม่ต้องส่งใบแจ้งหนี้จริง เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลคู่ค้า เมื่อกำหนดขอบเขตที่จะตรวจร่วมกันแล้ว ค่อยนำตัวอย่างใบแจ้งหนี้ รายงานธนาคาร และขั้นตอนอนุมัติที่ปกปิดข้อมูลสำคัญมาดูประกอบ

ผลที่ควรตกลงให้ชัดก่อนพัฒนาคือรายการใดใช้อัตราใด ใครอนุมัติ ข้อมูลใดต้องตรวจ จุดใดลดการคีย์ซ้ำได้ วิธีติดตามรายการที่ยังไม่สมบูรณ์ และหลักฐานที่ใช้กระทบยอด จากนั้นกำหนดรายการทดสอบ เกณฑ์รับงาน และประเมินค่าใช้จ่ายตามระบบจริง

นี่เป็นแนวทางกำหนดขอบเขตบริการตามความพร้อมของแต่ละบริษัท ไม่ใช่การประกาศว่ามีตัวเชื่อมธนาคารทุกแห่งพร้อมใช้ หรือรับประกันว่าทุกขั้นตอนทำงานอัตโนมัติได้ทันที หากต้องการประเมินงาน ดูขอบเขตบริการเชื่อมงาน e-Withholding Tax และส่งโจทย์ให้ทีม Enersys โดยระบุระบบบัญชี ธนาคาร และปัญหาที่ทีมต้องทำซ้ำในแต่ละเดือน

บทความนี้สรุปกฎหมายและเสนอแนวทางจัดงานระบบ รายการที่ยังไม่ชัดเจนควรให้ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือกรมสรรพากรยืนยันก่อนเปลี่ยนอัตราหรือแก้ข้อมูลย้อนหลัง

อ่านต่อก่อนปิดภาษีสิ้นเดือน

ถ้าบริษัทมีทั้งการโอนปกติและ e-Withholding Tax ในเดือนเดียวกัน อ่านเปรียบเทียบ e-Withholding Tax กับ e-Filing และหลักฐานที่ต้องตาม เพื่อแยกรายการที่ยังต้องยื่นเอง หลักฐานของผู้รับเงิน และวิธีจัดการข้อมูลผิดกับภาษีขาด

แหล่งข้อมูล

เลือกอ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

e-Withholding Tax กับ e-Filing ต่างกันอย่างไร เช็กสิทธิ 1% และหลักฐานก่อนปิดเดือน

โอนปกติกับ e-Withholding Tax ในเดือนเดียวกันต้องแยกรายการอย่างไร ตรวจสิทธิ 1% หลักฐานผู้จ่ายและผู้รับ 50 ทวิ ใบเสร็จกรมสรรพากร และกรณีข้อมูลผิดหรือภาษีขาด

อ่านบทความ

Odoo บัญชีไทย 2026: ผังบัญชี VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3/53 และใบกำกับภาษี ทำได้แค่ไหน

Odoo มีแพ็กเกจบัญชีไทยของตัวเอง ใน Odoo 19.4 ขึ้นไป ครอบคลุม VAT 7% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย รายงาน ภ.พ.30 และไฟล์ ภ.ง.ด.3/53 สำหรับ RD Prep พิมพ์ 50 ทวิ เป็น PDF ใบกำกับภาษี และ PromptPay QR แต่ฟีเจอร์ต่างจาก Odoo 19.0 พอสมควร บทความนี้สรุปจากเอกสารทางการของ Odoo และกรมสรรพากร สำหรับนักบัญชี CFO และเจ้าของกิจการ

อ่านบทความ
ดูบทความทั้งหมดใน Insights

"Empowering Innovation,
Transforming Futures."

บอกเราว่างานส่วนไหนที่คุณต้องการปรับ