ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวางภารกิจสำคัญไว้ข้อหนึ่งคือการพัฒนาตลาดทุนให้ยั่งยืน โดยช่วยให้บริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ต่อเนื่อง มีความมั่นคงทางการเงิน และดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักบรรษัทภิบาล งานนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2537 ด้วยการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการ (CG) และขยายมาเป็นเครื่องมือหลายชุดที่บริษัทคุ้นเคยในวันนี้ เช่น การสำรวจ Corporate Governance Report (CGR) ประจำปี การประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings และรางวัล Sustainability Awards
ในหน้า Sustainability at a Glance ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีประโยคหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับคนทำงานระบบ คือเป้าหมายที่ต้องการให้บริษัทนำความรู้ไปปฏิบัติจนเกิด "ผลลัพธ์ที่วัดได้และเปิดเผยให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย" คำว่าวัดได้และเปิดเผยได้ หมายความว่าความยั่งยืนไม่ได้จบที่นโยบายหรือรายงานที่เขียนสวย แต่ต้องมีข้อมูลรองรับทุกตัวเลขที่บริษัทประกาศออกไป
บทความนี้อธิบายว่ารากฐานข้อมูล (data foundation) ที่องค์กรควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร แบ่งเป็น building block อะไรบ้าง และควรเริ่มจากตรงไหน
รายงานมาก่อน ข้อมูลตามทีหลัง
หลายองค์กรเริ่มงานความยั่งยืนจากการเขียนรายงาน เมื่อใกล้กำหนดส่ง 56-1 One Report หรือแบบประเมิน SET ESG Ratings ทีมจึงส่งอีเมลขอตัวเลขจากฝ่ายต่าง ๆ ฝ่ายบัญชีส่งค่าไฟจากใบแจ้งหนี้ ฝ่ายบุคคลส่งชั่วโมงอบรมจาก Excel ฝ่ายจัดซื้อส่งรายชื่อคู่ค้าที่ไม่ได้อัปเดตมาหลายปี แต่ละฝ่ายนิยามข้อมูลไม่ตรงกัน ตัวเลขปีนี้เทียบกับปีก่อนไม่ได้ และเมื่อผู้ประเมินขอหลักฐาน ก็ต้องย้อนไปค้นเอกสารกันใหม่
ผลคือทุกปีต้องเริ่มจากศูนย์ ใช้คนมาก และความเสี่ยงที่ตัวเลขผิดก็สูง ซึ่งขัดกับหลักบรรษัทภิบาล อันเป็นเรื่องแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2537
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังอะไรจากข้อมูลขององค์กร
ตลาดหลักทรัพย์ฯ นิยามการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนว่า องค์กรเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลกำไรและผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้น ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และขยายขอบเขตไปถึงห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ลูกค้า คู่ค้า ผู้จัดส่ง ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น
เมื่อดูหัวข้อที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดไว้ในหมวด Know Sustainability จะเห็นว่าครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแลกิจการ ความเสี่ยงด้าน ESG ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน นวัตกรรม พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลและนักลงทุนสัมพันธ์ ทุกหัวข้อต้องการข้อมูลที่มีแหล่งที่มา มีเจ้าของ มีรอบเวลา และตรวจสอบย้อนกลับได้
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น บริษัทที่เป็นคู่ค้าของบริษัทจดทะเบียนก็เริ่มได้รับคำขอข้อมูลด้าน ESG จากลูกค้ามากขึ้น เพราะลูกค้าต้องรายงานห่วงโซ่อุปทานของตัวเองด้วย
Building Block 7 ชั้นของข้อมูลความยั่งยืน
เราแบ่งรากฐานข้อมูลออกเป็น 7 ชั้น ไล่จากกติกาไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูล การแบ่งชั้นนี้เป็นกรอบที่ Enersys ใช้ทำงาน ไม่ใช่ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ องค์กรไม่จำเป็นต้องทำครบทุกชั้นในปีเดียว แต่ควรเห็นภาพรวมก่อนเริ่ม

1. ธรรมาภิบาลข้อมูล (data governance)
ชั้นแรกไม่ใช่ระบบ แต่เป็นกติกา องค์กรต้องตกลงให้ชัดว่าตัวชี้วัดแต่ละตัวนิยามอย่างไร ใครเป็นเจ้าของ เก็บรอบไหน และใครอนุมัติ ตัวอย่างเช่น "พนักงาน" นับรวมพนักงานสัญญาจ้างหรือไม่ การใช้พลังงานนับเฉพาะสำนักงานใหญ่หรือรวมทุกสาขา เอกสารที่ได้จากชั้นนี้คือ data dictionary และตารางผู้รับผิดชอบข้อมูล ซึ่งเป็นหลักฐานโดยตรงของการกำกับดูแลกิจการที่ดี
2. ระบบบันทึกธุรกรรมหลัก (system of record)
ข้อมูล ESG ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในงานประจำอยู่แล้ว ค่าไฟ ค่าน้ำมัน การซื้อวัตถุดิบ การกำจัดของเสีย การจ่ายเงินเดือน ล้วนผ่านฝ่ายบัญชีและจัดซื้อ ถ้าธุรกรรมเหล่านี้บันทึกอยู่ในระบบ ERP เดียวกัน พร้อมจัดหมวดให้ถูกตั้งแต่ต้น (เช่น แยกรายการซื้อเชื้อเพลิงตามประเภท หรือบันทึกปริมาณเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมงควบคู่กับจำนวนเงิน) ข้อมูลสิ่งแวดล้อมก็จะได้มาพร้อมกับการปิดบัญชีทุกเดือน ไม่ต้องไล่เก็บตอนสิ้นปี
3. ห่วงโซ่อุปทาน
นิยามความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานโดยตรง องค์กรจึงควรมีทะเบียนคู่ค้าที่อัปเดต บันทึกการรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้า ผลการประเมินคู่ค้าด้าน ESG และข้อมูลที่ใช้คำนวณสัดส่วนการจัดซื้อจากผู้ประกอบการในท้องถิ่น ข้อมูลเหล่านี้ควรผูกกับระบบจัดซื้อ เพื่อให้เห็นว่ายอดซื้อแต่ละรายการมาจากคู่ค้าที่ผ่านการประเมินแล้วหรือไม่
4. สิ่งแวดล้อมและก๊าซเรือนกระจก
เมื่อมีข้อมูลกิจกรรม (activity data) จากชั้นที่ 2 แล้ว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยค่าสัมประสิทธิ์การปล่อย (emission factor) เช่น ค่าที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เผยแพร่ เริ่มจาก Scope 1 และ Scope 2 แล้วค่อยขยายไป Scope 3 สิ่งสำคัญคือต้องเก็บทั้งตัวเลขดิบ ค่าสัมประสิทธิ์ที่ใช้ และปีของค่าสัมประสิทธิ์นั้น เพื่อให้ผู้ทวนสอบคำนวณซ้ำได้
5. บุคลากร สิทธิมนุษยชน และข้อมูลส่วนบุคคล
หัวข้อพนักงานและสิทธิมนุษยชนต้องใช้ข้อมูลเช่น จำนวนพนักงานแยกตามเพศและช่วงอายุ อัตราการลาออก ชั่วโมงอบรมเฉลี่ย สถิติอุบัติเหตุ และเรื่องร้องเรียน ข้อมูลต้นทางของตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) องค์กรจึงต้องรายงานเป็นภาพรวมได้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลรายบุคคล และต้องบันทึกฐานทางกฎหมายในการประมวลผลไว้ชัดเจน การจัดการ PDPA ที่ดีจึงเป็นทั้งเงื่อนไขของการเก็บข้อมูล ESG และเป็นหลักฐานด้านสิทธิมนุษยชนไปในตัว
6. ทะเบียนความเสี่ยงและประเด็นสำคัญ (materiality)
องค์กรต้องอธิบายได้ว่าเลือกบริหารประเด็นใดเพราะเหตุผลอะไร ข้อมูลในชั้นนี้คือบันทึกการรับฟังผู้มีส่วนได้เสีย ผลการประเมินประเด็นสำคัญ ทะเบียนความเสี่ยงด้าน ESG และการเชื่อมแต่ละประเด็นเข้ากับตัวชี้วัดในชั้นที่ 2 ถึง 5 เมื่อเชื่อมได้ครบ องค์กรจะตอบได้ว่าประเด็นที่บอกว่าสำคัญ มีตัวเลขอะไรติดตามอยู่ และผลเป็นอย่างไร
7. การรายงานและเปิดเผยข้อมูล
ชั้นบนสุดคือแดชบอร์ดและชุดตัวชี้วัดที่จับคู่ไว้กับกรอบที่ต้องใช้ ทั้งหัวข้อในแบบ 56-1 One Report คำถามในแบบประเมิน SET ESG Ratings และมาตรฐานสากลอย่าง GRI พร้อมแฟ้มหลักฐานที่ลิงก์ย้อนกลับไปยังเอกสารต้นทาง ในชั้นนี้ AI ช่วยร่างเนื้อหารายงานหรือสรุปข้อมูลได้ดี แต่ต้องมีจุดให้คนตรวจทานก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง เพราะตัวเลขที่เปิดเผยต่อนักลงทุนเป็นความรับผิดชอบขององค์กร
หัวข้อของตลาดหลักทรัพย์ฯ กับข้อมูลที่ต้องมี
| หัวข้อตามแนวทางตลาดหลักทรัพย์ฯ |
ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องมี |
แหล่งข้อมูลหลัก |
| การกำกับดูแลกิจการ |
นโยบายที่ผ่านการอนุมัติ, เจ้าของข้อมูล, บันทึกการประชุม |
Data governance, ระบบเอกสาร |
| ความเสี่ยงด้าน ESG และประเด็นสำคัญ |
ทะเบียนความเสี่ยง, ผลการรับฟังผู้มีส่วนได้เสีย |
Risk register |
| ห่วงโซ่อุปทาน |
ทะเบียนคู่ค้า, ผลประเมินคู่ค้า, สัดส่วนการซื้อในท้องถิ่น |
ERP โมดูลจัดซื้อ |
| สิ่งแวดล้อม |
พลังงาน, น้ำ, ของเสีย, ก๊าซเรือนกระจก Scope 1 ถึง 3 |
ERP บัญชีและจัดซื้อ, มิเตอร์ |
| พนักงานและสิทธิมนุษยชน |
จำนวนพนักงาน, อัตราลาออก, ชั่วโมงอบรม, อุบัติเหตุ, เรื่องร้องเรียน |
ระบบ HR, ระบบ PDPA |
| ชุมชนและนวัตกรรม |
งบประมาณและผลลัพธ์โครงการ, โครงการปรับปรุงกระบวนการ |
ERP โครงการ, บัญชี |
| การเปิดเผยข้อมูล |
ชุดตัวชี้วัดที่จับคู่กับ 56-1 One Report, SET ESG Ratings, GRI |
แดชบอร์ด, แฟ้มหลักฐาน |
เริ่มต้นอย่างไรให้ไม่หนักเกินไป
ขั้นแรกคือสำรวจ นำหัวข้อที่ต้องเปิดเผยในแบบ 56-1 One Report และแบบประเมิน SET ESG Ratings มาไล่ดูว่าแต่ละตัวชี้วัดตอนนี้เก็บอยู่ที่ไหน ใครดูแล และขาดอะไร ผลที่ได้คือรายการช่องว่าง (gap) ที่จัดลำดับได้
ขั้นที่สองคือวางโครงสร้าง เริ่มจากประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจก่อน ไม่ต้องทำทุกหัวข้อพร้อมกัน กำหนดนิยามและเจ้าของข้อมูล แล้วปรับระบบงานประจำให้เก็บข้อมูลที่ต้องใช้ได้ตั้งแต่ต้นทาง
ขั้นที่สามคือใช้งานและปรับปรุง เปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลปีละครั้งเป็นการเก็บทุกเดือนพร้อมรอบปิดบัญชี ทบทวนตัวเลขภายในก่อนเปิดเผย และนำผลประเมินจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มาปรับปรุงในรอบถัดไป
เมื่อข้อมูลไหลจากงานประจำเข้าสู่รายงานได้เอง ทีมความยั่งยืนจะมีเวลาไปทำงานที่สร้างผลจริง เช่น ลดการใช้พลังงาน พัฒนาคู่ค้า หรือดูแลพนักงาน แทนที่จะใช้เวลาหลายเดือนไล่ตามตัวเลข
Enersys ช่วยอะไรได้บ้าง
Enersys ทำงานกับเจ้าของธุรกิจและทีมปฏิบัติการ เพื่อวางระบบงานและข้อมูลให้เชื่อมกัน งานด้านความยั่งยืนเริ่มได้จากการสำรวจช่องว่างของข้อมูลเทียบกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากนั้นเราวาง Odoo ERP ให้บันทึกข้อมูลสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อุปทาน และบุคลากรได้จากงานประจำ ใช้ PrivacyHub ดูแลข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA สร้างแดชบอร์ดตัวชี้วัดด้วยบริการ Data Analytics และใช้ Genesis AI ช่วยร่างและสรุปรายงาน โดยมีคนตรวจทานทุกขั้น
ถ้าองค์กรของคุณกำลังเตรียมรายงานความยั่งยืน เตรียมเข้ารับการประเมิน SET ESG Ratings หรือได้รับคำขอข้อมูล ESG จากลูกค้าในฐานะคู่ค้า ติดต่อทีม Enersys เพื่อคุยเรื่องการวางรากฐานข้อมูลที่เหมาะกับขนาดและระยะของธุรกิจคุณ
อ้างอิง: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, Sustainability at a Glance