กฎหมาย AI และกฎแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทย — บังคับใช้แล้ว สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ "ตอนนี้"
ไม่ใช่ "กำลังจะมา" อีกต่อไป — พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ของไทยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 และภายในเดือนเดียวกัน คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (TCCT) ก็ออกแนวปฏิบัติกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลตามมาติดๆ
ถ้าองค์กรคุณพัฒนา AI, ใช้ AI ในการตัดสินใจทางธุรกิจ, หรือดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ — บทความนี้คือแผนที่นำทางฉบับสมบูรณ์ที่อ่านจบแล้วลงมือทำได้เลย
ไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องจำ
| วันที่ | เหตุการณ์ |
|---|---|
| กุมภาพันธ์ 2026 | สคส. เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างแนวปฏิบัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ AI |
| กุมภาพันธ์ 2026 | เผยแพร่ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย AI และร่างประกาศนายกฯ กำหนด AI ความเสี่ยงสูง |
| 1 มีนาคม 2026 | พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์มีผลบังคับใช้ |
| 25 มีนาคม 2026 | TCCT ออกแนวปฏิบัติกำกับแพลตฟอร์ม multi-sided มีผลบังคับใช้ |
| 31 มีนาคม 2026 | เดดไลน์แจ้งจดทะเบียนแพลตฟอร์ม ride-sharing |
| 29 เมษายน 2026 | ปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎเกณฑ์ธุรกิจขายตรง/ตลาดแบบตรง |
| สิงหาคม 2026 | EU AI Act บังคับใช้เต็มรูปแบบ (กระทบบริษัทไทยที่ให้บริการใน EU) |
ไม่เคยมีเดือนไหนที่กฎหมายดิจิทัลของไทยเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้
พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ — หมดยุค "ไม่มีกฎ"
แนวคิดหลัก: Risk-Based Approach
กฎหมายใหม่ใช้แนวทาง แบ่งระดับความเสี่ยง คล้าย EU AI Act โดยแบ่ง AI ออกเป็น 3 ระดับ:
- AI ที่ห้ามใช้ (Unacceptable Risk) — ระบบ AI ที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชนระดับที่ยอมรับไม่ได้ ถูกห้ามโดยเด็ดขาด
- AI ความเสี่ยงสูง (High-Risk) — ต้องผ่าน conformity assessment ก่อนใช้งาน เช่น ระบบ AI ที่ใช้ในกระบวนการยุติธรรม การให้สินเชื่อ การคัดเลือกบุคลากร
- AI ความเสี่ยงจำกัด (Limited Risk) — มีข้อกำหนดด้านความโปร่งใส เช่น ต้องแจ้งผู้ใช้ว่ากำลังโต้ตอบกับ AI
ศูนย์กำกับดูแล AI (AI Governance Center)
กฎหมายกำหนดให้จัดตั้ง AI Governance Center ภายใต้ สพธอ. (ETDA) เป็นหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย AI ทั้งระบบ
สิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจาก AI
นี่คือจุดที่หลายองค์กรยังไม่ตระหนัก — กฎหมายให้สิทธิ์บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของ AI อย่างชัดเจน:
- สิทธิ์ที่จะรู้ — ต้องแจ้งเมื่อมีการใช้ AI ในการตัดสินใจที่กระทบต่อบุคคล
- สิทธิ์ได้รับคำอธิบาย — หาก AI ตัดสินใจในทางลบ (ปฏิเสธสินเชื่อ ไม่ผ่านคัดเลือก) ต้องอธิบายปัจจัยหลักที่ AI ใช้ในการตัดสินใจได้
- สิทธิ์ในการ human oversight — กรณี high-risk AI ต้องมีคนตรวจสอบกำกับ
ร่างพระราชกฤษฎีกา AI ความเสี่ยงสูง — ผลกระทบที่ต้องเตรียม
ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย AI และร่างประกาศนายกรัฐมนตรีกำหนดรายการ AI ความเสี่ยงสูง ที่เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 กำหนดข้อบังคับเพิ่มเติมที่สำคัญ:
สำหรับ Provider (ผู้พัฒนา/ผู้ให้บริการ AI)
- ลงทะเบียน ตัวเอง และระบบ AI กับหน่วยงานกำกับดูแล ก่อน นำออกสู่ตลาด
- วางระบบ Risk Management ตามมาตรฐานสากล (เช่น ISO/IEC 42001:2023)
- รายงานเหตุการณ์ร้ายแรง ที่เกิดจาก AI ต่อหน่วยงานกำกับดูแล
- ผู้ให้บริการจากต่างประเทศต้อง แต่งตั้งตัวแทนในประเทศไทย เป็นลายลักษณ์อักษร
สำหรับ Deployer (ผู้นำ AI มาใช้งาน)
- จัดให้มี human oversight ในกระบวนการตัดสินใจ
- เก็บ operational log ของระบบ AI
- ตรวจสอบ คุณภาพข้อมูล input ที่ป้อนเข้าระบบ
- แจ้งบุคคล ที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของ AI
ข้อสำคัญ: แม้ร่างพระราชกฤษฎีกายังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น แต่ พ.ร.บ. หลักบังคับใช้แล้ว — องค์กรที่เริ่มเตรียมตัวตอนนี้จะได้เปรียบอย่างมาก
สคส. ออกแนวปฏิบัติ AI + PDPA — สองกฎหมายที่ต้องทำพร้อมกัน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส./PDPC) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างแนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและใช้ AI ซึ่งสาระสำคัญครอบคลุม:
- บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง — กำหนดว่าใครเป็น Data Controller/Processor ในห่วงโซ่ AI
- ข้อตกลงห้ามใช้ข้อมูลฝึกโมเดล — สัญญา Data Processing ต้องระบุชัดว่าห้ามนำข้อมูลไป train AI model โดยไม่ได้รับอนุญาต
- DPIA สำหรับ AI ความเสี่ยงสูง — ต้องทำ Data Protection Impact Assessment ก่อนเริ่มใช้งาน AI ที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
- มาตรการรักษาความปลอดภัยตลอดวงจร AI — ตั้งแต่พัฒนา ทดสอบ deploy จนถึง decommission
ทำไมเรื่องนี้สำคัญมาก
พ.ร.บ. AI กับ PDPA ไม่ได้แยกกัน — องค์กรที่ใช้ AI ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้อง ปฏิบัติตามทั้งสองกฎหมายพร้อมกัน ยิ่งสคส. มีระบบ Eagle Eye Crawler คอย crawl เว็บไซต์ตรวจสอบแบบ proactive แล้ว ความเสี่ยงที่จะถูกจับได้โดยไม่ทันตั้งตัวยิ่งสูงขึ้น
แนวปฏิบัติ TCCT สำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัล — เกมเปลี่ยน 25 มี.ค. 2026
คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (TCCT) ได้ออกประกาศแนวทางการพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การผูกขาด และการกระทำที่อาจลดหรือจำกัดการแข่งขันใน แพลตฟอร์ม multi-sided ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา 24 มีนาคม 2026 และ มีผลบังคับใช้ 25 มีนาคม 2026
แพลตฟอร์มไหนถูกกำกับ?
ประกาศนิยาม "แพลตฟอร์ม multi-sided" ว่าเป็น ตัวกลางที่เชื่อมต่อกลุ่มผู้ใช้ตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป ให้มีปฏิสัมพันธ์ ทำธุรกรรม หรือพึ่งพากันในระบบนิเวศเดียว — ครอบคลุม:
- แพลตฟอร์ม e-commerce (เชื่อมผู้ขาย ผู้ซื้อ logistics โฆษณา ระบบชำระเงิน)
- แพลตฟอร์ม ride-sharing
- แพลตฟอร์ม social commerce
- แพลตฟอร์ม food delivery
พฤติกรรมที่ถูกห้าม
ด้านราคา:
- การกำหนดค่าธรรมเนียมแบบ parallel (สมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาคล้ายกัน)
- การเลือกปฏิบัติด้านราคากับผู้ขายที่เงื่อนไขเทียบเคียงกัน
- การเปลี่ยนโครงสร้างค่าธรรมเนียมกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
ด้านพฤติกรรมการค้า:
- จัดอันดับผู้ขายด้วย algorithm แบบไม่โปร่งใส — ห้ามจำกัดการมองเห็นสินค้าผ่าน algorithm
- Self-preferencing — ห้ามให้สิทธิพิเศษกับสินค้าของแพลตฟอร์มเองหรือบริษัทในเครือ
- บังคับใช้ logistics ของแพลตฟอร์ม — ห้ามกำหนดให้ต้องใช้ผู้ให้บริการขนส่งที่แพลตฟอร์มเลือก
- ใช้ข้อมูลผู้ขายเพื่อประโยชน์ของแพลตฟอร์ม — ห้ามเอาข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมของผู้ขายไปใช้แข่งขันกับผู้ขายเอง
โทษ
การกระทำที่พบว่าจำกัดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ อาจถูก ลงโทษทางปกครอง หรือถึงขั้น โทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560